English
 
____________________________________________________________________________________________________________________________________
about us -
internships/trainings -
sustainable agriculture -
บ้านดิน -
seed saving -
event hosting -
gallery -
restaurant -
donations -
contact -
media -
store -
friends

บ้านดิน

ความเป็นมา

ในยุคแรกๆ เชื่อกันว่า มนุษย์ ใช้ถ้าเป็นที่อยู่ อาศัย ต่อมาเมื่อจำนวนประชากรมากขึ้นแต่จำนวนถ้ำมีจำกัด มนุษย์ เริ่ม ใช้กิ่งไม้และใบไม้ทำเป็นที่อยู่อาศัย แต่ในฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นมากมนุษย์ก็เริ่มใช้ดินมาโบกฉาบผนังบ้าน ภาษาอีสาน และลาวเรียกว่า ทาเปี๋ยะ (wattle&duab) จากนั้นมนุษย์ก็เริ่มพัฒนามาใช้หินก่อด้วยดิน และ ทำ อิฐดินก่อด้วยดิน (adobe) จนกระทั่งเข้าสู่ยุคโลหะมนุษ์เริ่มเปลี่ยนเครื่องมือจากหินมาเป็นโลหะจากนั้นมนุษย์ก็เริ่มรู้จักใช้ไม้ทำที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้มากขึ้น แต่มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายหรือในที่แห้งแล้งกันดารเขาก็ยังทำบ้านดินอยู่อาศัยเรือยมาจนปัจจุบัน บ้านดินถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก บ้านดินมีอายุยาวนานที่สุดในโลกด้วย ในปัจจุบันยังมีบ้านดินเก่าๆอายุตั้งแต่ 200 -1,000 ปี กระจายอยู่ทั่วโลก เช่น บ้านของอินเดียแดง เ ผ่า อนาซาซี ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปใน รัฐ นิวเม็กซิโก โคโลราโด อริโซนา บางแห่งมีอายุเกือบ 2000 ปี เช่น ที่ เมือง เทาพูเอบโบล ซึ่ง ที่นี่ องค์ การสหประชาชาติได้ประกาศ ให้เป็นที่อยู่อาศัยที่มีคนอาศัยอยู่ ยาวนานที่สุดในโลก คือ ตั้งแต่ สร้างมาจน ถึงปัจจุบันมีคนอา ศัยอยู่ตลอดมาไม่เคยขาดช่วงเลย นอกจากนี้ยังมีบ้านดินเก่าแก่อีกมากมาย กระจาย อยู่ทั่วไป ใน ตะวันออกกลาง แอฟริกา จีน เป็นต้น ซึ่งส่วนมาก จะ อยู่ใน เขตทะเลทราย หรือบริเวณที่แห้งแล้งกันดารมากๆ เพราะบริเวณเหล่านี้จะมีอากาศแปรปรวนมาก หน้าร้อนก็จะร้อนจัด หน้า หน้าหนาวก็หนาวจัดจนมีหิมะลงเป็นดึอนๆ ในสภาวะเช่นนี้คนจะอยู่ไม่ได้เลย ถ้าไม่มีฟืน ไม่มีไฟฟ้าช่วยปรับความร้อนในบ้าน แต่ บ้านดินช่วยให้คนอยู่รอดมาได้หลายพันปีจนปัจจุบัน

ในมืองไทยมีคนใช้ดินฉาบทายุ้งข้าวมายาวนานเหมือนกับหลายๆที่ในโลก แต่วัฒนธรรมคนไทยไม่มีร่องรอยการใช้ดินทำบ้าน จนกระทั่งเมื่อชาวจีนอพย พเข้ามาอาศัยในเมืองไทย คนจีนบางส่วนได้นำเอาวัฒนธรรมการทำบ้านด้วยดินเข้ามาใช้ในเมืองไทย ด้วย ทำให้มีบ้านดินเกิดขื้นหลายแห่ง ในภาคอิสาน ในระหว่าง 70- 100 ปี ที่ผ่านมา เช่น ยโสธร อุบล ร้อยเอ็ด นครพนม เป็นต้นอาจจะมีในจังหวัดอื่นๆด้วย แต่ไม่เหลือร่องรอยให้เห็น อาจจะเป็นเพราะที่อื่นๆมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าจังหวัดทางอิสาน เลยทำให้คนจีนในที่อื่นๆมีเงินทองเร็วกว่า ประกอบกับโลกได้พัฒนาเข้าสู่ยุคคอนกรีตก็เลยไม่มีใครสร้างบ้านด้วยดินอีก ภาคอิสานเป็นส่วนที่ยากจนที่สุดของประเทศ คนจีนในภาคอิสานเลย ยากจนกว่าคนจีนในภาคอื่นๆ บ้านดินในภาคอิสานจึงถูกทำลายช้าที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ การคมนาคมสะดวกขึ้นการทำธุรกิจในภาคอิสานเริ่มดีขึ้น ความเจริญก้าวหน้าแพร่เข้ามา บ้านดินที่เหลืออยู่ก็เริ่มถูกทุบทิ้งอย่างรวดเร็วโดยมีตึกคอนกรีตเข้ามาแทนที่ ในภาคเหนือก็มีชาวเขาบางเผ่าทำบ้าน ด้วย ดินอยู่อาศัย แต่ในปัจจุบันเขาก็เริ่ม เปลียนเป็นบ้านไม้ หรือคอนกรีตแทบทั้งหมด เช่นกัน

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 ผมได้สร้างบ้านดินขึ้นมาหลังหนึ่ง หลังจากที่ได้ไปเห็นบ้านของ คนอินเดียแดงที่รัฐ นิวเม็กชิโก ผมรู้สึกชอบมากตรงที่มันเย็นสบายดีในขณะที่อากาศข้างนอกร้อนมาก และอุ่นดีเมื่ออากาศข้างนอกหนาวเย็น ผมไม่เคยได้ยิน คำว่าบ้าน ดินมาก่อน เห็น ครั้งแรกก็รู้สึกชอบเ พราะมันดูแปล กตาดีและได้เดินดูบ้านคนอินเดียแดงเพียง 15นาที พอ มาลองทำดูก็ไม่ยาก ผมใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวันทำบ้าน จากตี 5 ถึง 7 โมงเช้า ทุกวัน พอเวลาผ่านไป 3 เดือน ผมได้บ้านหนึ่งหลัง รู้สึกว่าการที่จะมีบ้านอยู่ไม่ใช่เรื่องยากเลย จากนั้นผมก็ทำบ้านทุกปี ปีละหลังสองหลัง เรื่อยมา

ในปี2543 พี่ ประชา หุตานุวัต จาก อาศรมวงศ์สนิทได้ เจอกับ Michel spaan กับ Janell kapoor ที่ภาคใต้ ฝรั่งสองคนนี้เป็นครูสอนทำบ้านดินพี่ ประชา เลยชวนมาสอนที่ อาศรมวงศ์สนิท คลอง15 องครักษ์ นครนายก และ ผมได้รับชวนให้ไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย มีคนเข้าร่วมประมาณ20 กว่าคน

ในการฝึกอบรมครั้งนี้เขาสอนการทำบ้านแบบดินปั้น (cob) คือเอา ดินเหนียวมานวดผสมกับฟางเส้นยาวๆ ปั้นเป็นก้อนแล้ว เอามาแปะติดกัน ใช้ไม้เย็บแต่ละแผ่นให้สานติดกัน ชื่งจะปั้นเป็นรูบทรงอะไรก็ได้ วิธีนี้จะก่อเร็วไม่ได้ต้องรอให้ดินแห้งอยู่ ตัวก่อนนิ ดหนึ่งก่อนที่จะก่อต่อไปและการผสมดินเหนียวกับฟางยาวๆก็ค่อนข้างจะยาก ผู้เข้าร่วมหลาย คนรู้สึกว่ามันยากเกินไป ผมเลยบอกว่าวิธีที่ผมทำอยู่ง่ายกว่านี้ ตอนท้าย ผมลองทำอิฐให้ดู หลายคนสนใจมาก ไม่นานจากนั้น ก็เ กิด การฝึกอบรมครั้งที่ 2 ขึ้นโดยใช้เทคนิ ค อิฐดินดิบ (adobe)ที่ บ้านศรีฐาน อำเภอ ป่าติ้ว ยโสธร บ้านผมเอง ในเวลา 10 วันเราทำบ้านขนาด 4 x 7 เมตรสูง 2ชั้นเสร็จพร้อมกับหลังคา โดย ก่อนการฝึกอบรมได้เตรียมอิฐไว้ก่อน โดยคน 8 คนทำอิฐ 8 ชั่วโมงได้อิฐ 2,000 ก้อน ถือว่าเร็วมาก เมื่อเทียบกับการฝึกอบรมครั้งแรก ที่ทำเป็นบ้าน กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เมตรครึ่ง ทำ 10 วันยังไม่เสร็จและต้องรออีกหลายเดือนถึงจะแหังจริงๆ จึงจะทาสีให้เสร็จได้ ปรากฏว่าทุกคนชอบการทำบ้านดินแบบอิฐดินดิบมาก ทำให้เกิดฝึกอบรมอีกหลายแห่งในเดือนต่อมา และข่าวก็กระจายออกตามสื่อต่างๆอย่างรวดเร็ว

จากการฝึกอบรมที่ยโสธรได้เ กิดทีมทำบ้าน ดินขึ้นที่ อาศรมวงศ์สนิท โดยมี ไพริน พงศ์สุระ โจ้ ธนา อุทัยภัทรกุล ต่าย ราชบดิน บุญไชโย และมีทีมสมัครเล่นอีกหลายทีมเช่น นาย ดี ช่างหม้อ และ แม่ องุ่น เป็นต้น และหลายคนก็กลับไปทำบ้านของตัวเอง

ภายในเวลา 3 ปีทีมต่างๆไดัช่วยกันจัด ฝึกอบรมในที่ต่างๆทั่วประเทศมากกว่า30 ครั้ง เ กิดบ้านดินขึ้นจากการฝึกอบรม และ คนกลับไปทำกันเอง มากกว่า 100 หลัง ทั่วประเทศ อีก 2 ปีต่อมาจำนวนบ้านดินเพิ่มขึ้นมากกว่า 600 หลัง ทั่วประเทศ จาก นั้นก็ไม่สามารถนับจำนวนได้อีก เพราะ ต่างคน ต่างทำและกระจายวงกว้างออกไปเร็วมากจนไม่สามารถเก็บสถิติได้อีกต่อไป

การทำบ้านดินมีหลายวิธี

1 การทำบ้านดินแบบ อิฐดินดิบ ( adobe ) ทำอิฐโดยไม่เ ผา ตากแดด ให้แห้ง แล้วนำมาก่อเป็นบ้าน เหมือนกับการก่อ อิฐมอญ หรืออิฐคอนกรีต

2 การทำแบบ ดินปั้น (cob ) คือก่อโดยใช้ดินผสมกับฟางเส้นยาวๆแล้วเอามาปั้นเป็นบ้านได้เลยหรือ จะก่อเป็นรูปอะไรก็ได้

3 การทำแบบดินฉาบโครงไม้ ( wattle& daub ) คือการทำโครงไม้ขึ้นมาก่อน ซึ่ง จะเป็นไม้ไผ่ หรือ กิ่งไม้ก็ได้ แล้วเอา ดินเหนียว หรือ ดินเหนียว ผสม ขี้วัวฉาบ เช่น ยุ้งข้าวในภาค อิสาน หรือ ในลาว เป็นต้น

4 การทำแบบ ดิน อัด ( ram earth ) คือทำบ้านโดยใช้ แบบพิมพ์ที่ ผนังใส่ดินที่ชื้นพอ หมาดๆ เข้าไปไนพิมพ์ แล้วตำให้แน่น เสร็จ แล้วย้ายพิมพ์ไป ด้านต่อไป จนรอบ แล้ว ก็ขยับ ขึ้นชั้นที่สอง ไปเรื่อยๆจนได้ความสูงตามที่ต้องการ

5 การทำ แบบกระสอบดินหรือ กระสอบทราย (sand bag ) ใช้ กระสอบอาหารสัตว์ กรอกดินเข้าไป ประมาณ 3 ส่วน 4 แล้วพับปากกระสอบลงด้านล่าง วางเรียงกันเป็นกำแพง เหมือนกับ การ ก่ออิฐโดยทั่วๆปแต่ไม่ต้องไช้ดินหรือปูนเป็นตัวเชื่อม เพีองแต่ใช้ไม้ไผ่ ตอกแต่ละชั้นให้ เชื่อมกัน จากนั้นก็ใช้ดินฉาบเหมือนบ้านดินทั่วไป

การทำบ้านดินแบบอิฐดินดิบ (adobe

1 การเลือกพื้นที่ที่จะทำบ้าน ควรจะเป็นที่ที่น้ำท่วม ไม่ ถึง ถ้า เป็นพื้นราบก็ควรจะถมดินให้สูงกว่าระดับพื้นทั่วๆไป เพราะ บ้านดิน ไม่กลัวลม ไม่กลัว ฝน ไม่กลัวไฟ กลัวอย่างเดียวคือน้ำท่วม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำให้บ้าน อยู่ไกลจากน้ำท่วมให้ได้

2 การออกแบบบ้าน เจ้าของบ้านควรจะเป็น คนออกแบบ บ้าน เอง เพราะไม่มีไครรู้ดีเท่าเจ้าของบ้านว่าเขาต้องการบ้านรูปร่างย้งไง ต้อง การ ห้องทำอะไรบ้าง หรือ ต้องการใช้พื้นที่ใหนทำอะไร บ้านไม่เกิน สองชั้นไม่มีอะไรซับซ้อนไนการออกแบบ และไม่จำเป็นต้องคำนวณสัดส่วนต่างๆ เพียงแค่ขีดเส้นไปตามพื้นดิน แล้ว ทำฐานตามไปตามจินตนาการ ย กเว้นบ้านที่มากกว่า สองชั้นอาจจะหา ผู้มีประสบการช่วย แม้ว่าบ้าน ดินจะสามารถสร้างสูงได้หลายชั้น แต่ยิ่งสูงยิ่งหนักในการขนอิฐขนดินขึ้นไป บ้านชั้นเดียวหรือสองชั้นง่ายที่สุด สำหรับคนที่เริ่มทำบ้านใหม่ๆ

บ้าน ดินจะออกแบบเป็นรูปทรงอะไรก็ได้ จะเป็นวงกลมหรือผนังตรงก็ได้หรือจะลากเส้นไปยังไง ก็ได้ ตามต้องการ แต่ถ้าเป็น ผนังตรงยาวเ กิน 4 เมตร ควรจะทำ ติ่ง ยื่นออกมาด้านนอก ของกำแพงยาวอย่างน้อย 8 นิ้ว ทุกๆ 4 เมตรจะทำให้ กำแพงแข็งแรงมากขึ้นโดยเฉพาะขณะก่อใหม่ๆ กำแพงยังไม่แห้ง เวลาเคลื่อนไหวบนกำแพง แรงๆอาจทำให้กำแพงเอนเอียงได้ การทำ ติ่งหรือการสร้างมุมขึ้นบนกำแพงตรงๆจะช่วยได้มาก จริงๆแล้ว ติ่งก็คือเสาดินที่ติดเชื่อมกับกำแพงด้าน นอกห้อง นั่นเอง

บ้าน ดินไม่ ควรมีเสาไม้ เสาคอนกรีต หรือเสาอื่นๆ อยู่ในกำแพง นอกจากเสาอิฐดินที่ก่อเชื่อมติดอยู่ในกำแพงบาง ส่วน เพราะบ้านดินเป็นการก่อสร้างโดยใช้เทคนิค ผนังรับน้ำหนัก ผนังทั้งหมดจะเชื่อมต่อกันเป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน น้ำหนักจากข้างบนจะกระจายลงบน ผนังทั้งหมด ระบบ ผนังรับ น้ำหนักจึงรับน้ำหนักได้มาก กว่าระบบเสารับน้ำหนัก เช่นบ้านทั่วๆไปได้หลายสิบเท่า การมีเสาอยู่ในกำแพงดิน จะทำให้บ้านดินไม่แข็งแรง เพราะเสาจะแยกไม่ให้ ผนังดินเชื่อมติดกัน เวลามีแรงสะเทือน แรงๆ เช่นแผ่นดินใหวจะทำให้เกิดรอยร้าวตรงที่เป็นเสาได้ เมื่อเกิดรอยร้าวขึ้นหมายความว่ากำแพงไม่ได้เชื่อมติดกันอีกต่อไป การกระจายน้ำหนักก็จะจบลงตรงรอยร้าว ผนังส่วนนั้นก็จะตั้งอยู่โดยไม่มีอะไรค้ำยัน ถือว่าไม่แข็งแรงเลย

เวลาออกแบบควรจะคำนึงถึงทิศทาง แสง ลม ฝนว่ามันมาจากทิศทางใหนบ้าง และเราต้องการใช้ประโยชน์จากมันยังไงบ้าง เช่นใน ประเทศที่ฤดู หนาวยาวนาน เขาจะทำบ้านให้แสงแดดเข้าไปในบ้านให้มากๆ บ้านจะได้อุ่นนานๆ ส่วนบ้านในเขตร้อน เราจะทำบ้านให้มีแสงแดดเข้าบ้านน้อยๆ บ้านจะได้เย็นสบาย ส่วนมากเราจะให้แดดเข้าบ้านเฉพาะตอนเช้าๆ เ พราะไม่ร้อน แต่เราก็ต้องการแสงเพื่อให้บ้านน่าอยู่ บ้านที่ทึบมื ด เพราะช่องแสงและหน้าต่างน้อยเกินไป จะทำให้รู้สึกอึดอัด และ ยุงเยอะ บ้านในเขตร้อน เรา ต้องการให้ลม ผ่าน ถ้าเราออกแบบให้บ้านมีทิศทางที่ต้อนรับลมได้ดีก็จะช่วยให้บ้านน่าอยู่ขึ้น บ้านดินหรือบ้านอื่นๆเราก็ไม่อยากให้ ฝนเข้าบ้านอยู่ดี ดังนั้ น เราควรจะรู้ทิศทางของฝน เพื่อจะได้ทำชายคายาวขึ้นหรือหาต้นไม้มาปลูกบัง ฝน เป็นต้น

ถ้าต้องการให้บ้านดิน ควบคุมอุณหภูมิได้ใก้ลเคียงกับห้องแอร์ควรจะมีเพดานที่มิดชิดมีประตูห น้าต่าง ที่ปิดเปิดได้ดี และมี ช่องลมบนผน้งใต้ เพดานที่เปิดปิดได้ เพราะผนังบ้านดินมีความหนาอย่างน้อย 8 นิ้ว ความร้อนจากแสงแดดใช้เวลาประมาณ 10 - 11 ชั่วโมงกว่าจะทะลุเข้าไปในบ้านได้ ถ้าผนังถูกแสงแดดโดยตรง ดังนั้นถ้าเราปิดประตูห น้าต่างตอน กลางวันอากาศภายในห้องจะอยู่ระหว่าง 25 -26 c จนถึงเวลาบ่าย 5 – 6 โมง เย็น ความร้อนจะทะลุเข้าไปในบ้านได้ ภายในห้องจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น ถ้าเป็น ฤดู หนาวห้องจะอุ่นพอดีมาก แม้ข้างนอกจะหนาวจนต้องใส่เสื้อกันหนาวหลายผืนแต่ในบ้านใส่เสื้อยืดตัวเดียวอยู่ได้สบาย เนื่องจาก ผนังที่หนาจะเ ก็บความร้อนไ ด้นาน หลายชั่วโมง ถ้าเป็นหน้าร้อน ตอนเย็นจะร้อนมาก ต้องเปิดประตู หน้าต่าง และช่องลมใต้เพดาน เพื่อให้อากาศร้อนไหลออกไป แล้วอากาศเย็นจากข้างนอกจะเข้ามาแทนที่ โดยวิธีนี้จะทำให้อุณหภูมิภายในห้อง ใกล้เคียงกับห้องแอร์มาก โดยไม่ต้องมีแอร์

การคำนวณว่าจะใช้อิฐกี่ก้อน วิธี ง่ายๆ คือหาพื้นที่ผนังมั้งหมด โดยเอาความกว้างคูณ ความยาว คูณ ความสูง ของผนัง บ้านทั้งหมด ตัด ประตูหน้าต่างออกจะเหลือพื้นที่กี่ตารางเมตตร ถ้าทำอิฐขนาด 4x8x16 นิ้ว จะใช้อิฐประมาณ 25 ก้อน ต่อ หนึ่งตารางเมตร คูณกันออกมาก็จะได้จำนวณอิฐที่เราต้องการ แต่เวลาทำอิฐควรทำเผื่อไว้ บ้างเล็กน้อยก็ได้

3 ทำ ฐาน หรือ เทคาน การทำบ้านดินชั้นเดียว อาจจะ ไม่ จำเป็น ต้องทำ ฐาน ก็ได้ ถ้า ไม่ห่วง เรื่อง ปลวก วัตถุประสงค์หลักของฐานหรือ คาน บ้านดินคือ ป้องกันปลวก ฉนั้นฐาน ควรจะ อยู่เหนือดิน ไม่จำเป็นต้องขุดลึกลงไปในดิน วัตถุประสงค์รองลงมา คือ ป้องกัน ความ ชื้นที่ จะ ขึ้นมาหาอิฐดิน หรือ น้ำท่วม ยกเว้น ที่ ถม ใหม่ที่ยังไม่ผ่าน ฝนเลย หรือ พื้นที่ที่เป็นดิน เหนียว มากๆ เช่น บริเวณ ลุ่มน้ำ ต่างๆ เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นต้น จำเป็น ต้องมีฐาน ใหญ่ และ ลึกลงไปในดินด้วย เพราะ ที่ถมใหม่ ดินจะยังไม่ แน่น โอกาศ ทรุดจะ มีมาก และ พื้นดินเหนียว ดินจะขยายตัว และอ่อนนิ่มมากเมื่อ เปียกน้ำ และจะหดตัวอย่างมากเมื่อแห้ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีฐาน เหมือน บ้านทั่วๆไป การทำฐานบนพื้นที่ ที่ มี หินหรือ ทราย ปนมากๆควรทำฐานเหนือดิน โดยใช้ก้อนอิฐดินที่แห้งแล้วตั้งด้านข้าง เรียงกัน เป็น แบบพิมพ์ แทน ไม้แบบ โดยให้ฐาน กว้าง อย่างน้อย เท่ากับความกว้างของอิฐที่จะก่อ หรือ อย่างน้อย 8 นิ้ว และ ความสูง อย่างน้อย 5 นิ้วขึ้นไป แล้ว เทคอนกรีต เสริม เหล็ก หรือ เสริมไม้ไผ่ ก็ได้ ควรจะ แกะอิฐดินที่ใช้เป็นแบบพิมพ์ออกก่อนที่คอนกรีตจะแห้ง จะ แกะง่าย และไม่ เสีย อิฐ นำมาก่อใช้ได้อิกเหมือนเดิม หรือ จะใช้เศษ คอน กรีต ที่คน ทุบตึกทิ้ง หรือ ก้อนหิน มา ก่อ ด้วยปูน ทำเป็นฐาน ก็ได้

4 ทำแบบพิมพิ์อิฐ ขนาดของอิฐที่เราใช้ส่วนมากคือ 4x8x16 นิ้ว ขนาด ของอิฐไม่สำคัญแต่ ขนาดของกำแพงสำคัญกว่า กำแพงบ้านดินควรจะหนา อย่างน้อย 8 นิ้วขึ้นไป เพื่อความแข็งแรงเพราะ เป็นระบบ ผนัง รับน้ำหนัก และ เพื่อควบคุม อุณหภูมิภายในบ้านด้วย ฉนั้นขนาดของอิฐทำ เท่าไรก็ได้ตามต้องการ ผมเคยทำ ขนาด 5x10x16 นิ้วปรากฏว่าไม่มีคนอยากจะช่วยยกอิฐเลย โดยเฉพาะเวลาก่อขึ้นสูงๆ ไม่มีใครอยากส่งอิฐให้ เพราะมันหนัก แต่ก่อได้เร็วมาก ถ้าทำก้อนเล็กก็จะรู้สึกว่ามันไปช้ามาก แต่ขนาด 4x8x16 นิ้วค่อนข้างจะดี คนไม่ค่อยรังเกียจที่จะช่วยยกช่วยส่ง แบบพิมพ์จะทำด้วยเหล็กหรือไม้ก้ได้แต่ไม้จะง่ายและถูกกว่า จะทำเป็นช่องเดียวหรือหลายช่องก็ได้แล้วแต่ว่าจะมีคนช่วยยกกี่คน

5 เตรียมพื้นที่ทำอิฐ ควรจะหาที่ที่ใกล้กับฐานให้มากที่สุดเพราะจะไม่ ต้องขนไกล งานหนักที่สุดในการทำบ้านดิน คือการขนดิน ฉะนั้นถ้าทำใก้ลๆฐาน ทำอิฐเสร็จก็ขนเข้าไปกองไว้กลางฐานเลย เวลาก่อก็ยกมาก่อได้เลย พื้นที่จะทำอิฐควรปรับให้เรียบที่สุด จะได้อิฐที่สวยที่สุด แต่พื้นที่จะทำอิฐไม่ควรเป็น คอนกรีตหรือพลาสติก หรือพื้นที่มี ผิวเรียบมากๆ เพราะจะแห้งช้ามาก และแกะออกไม่ได้ เพราะมันจะดูดติดแน่นมาก เพราะน้ำชึมผ่านไม่ได้ทำให้แห้งช้า และอากาศผ่านไม่ได้พอน้ำจากอิฐระเหยออกทางด้านบนด้านเดียวเลยเกิดช่องศูนยากาศ ขึ้นระหว่างด้านล่างของก้อนอิฐกับ พื้นที่เรียบ เลยทำให้แ กะออกยากมาก

6 การเลือกดินที่จะใช้ทำอิฐ หรือทำบ้าน เราต้องการดินที่มีดินเหนียวปนอย่างน้อย 15% ขึ้นไปและไม่ใช่ดินเหนียวล้วน วิธีทดสอบง่ายๆ คือ เอาดินมากำมือหนึ่งผสมน้ำนวดให้เหนียวปั้นเป็นเส้นขนาดนิ้วมือและยาวเท่ากับนิ้วมือ จับปลายข้างหนึ่งยก ขึ้น ถ้า เสันดินไม่ขาดก็ถือว่าใช้ได้ อีก วิธีหนึ่งคือเอามือที่เปื้อนดินจุ่มลงไปในน้ำแล้วยกขึ้นโดยไม่ต้องแกว่ง ถ้ามือสะอาด เลย แสดงว่าทรายเยอะเกินไป ใช้ไม่ได้ ถ้ามีดินติดมืออยู่บ้าง ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าต้องล้างมือนานๆจึงจะสะอาด ถือว่าดินเหนียวเยอะเกินไป ใช้ไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ ต้องเพิ่มทราย และ เส้นใยมากขึ้น

7 ส่วนผสมของอิฐดิน

๐ ดินที่เลือกได้ตามข้อ 6

๐ น้ำ

๐ เส้นใย เช่น แกลบ ฟางช้าวหรือหญ้าแห้งที่ไม่ยาวเกินไป เส้นใยจะทำหน้าที่เสริมให้ก้อนอิฐแข็งแรงขื้น ลดการห ดต้วของดินเหนียวทำให้อิฐไม่ร้าว และเป็นหลังคาให้ก้อนอิฐทำให้ น้ำ กัดเซาะ ช้าลง ถ้าไม่มีเส้นใยในพื้นที่เลยอาจจะใช้ทรายแทนได้ ชึ่งทราย ช่วยทำให้อิฐแข็งแรงได้ ลดการแตกร้าวได้ แต่ลดการกัดเซาะไม่ได้ ต้องระวัง ไม่ให้ถูกฝน เช่น ทำอิฐ และก่อสร้างในหน้าแล้ง ทำชายคายาวขึ้น หรือ ฉาบทา ผนัง ด้านนอกด้วยวัสดุที่กันน้ำได้ ทรายที่ไช้ไม่จำเป็นต้องเป็นทรายจากแม่น้ำหรือทรายก่อสร้าง จะเป็นดินตามทุ่งนาที่มีทราย ผสมมากๆก็ได้

ส่วนผสมทั้งหมดไม่อาจทำเป็นอัตราส่วนได้เพราะดินแต่ละที่จะไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ที่เดียวกันแต่ต่างระดับกันก็ยังไม่เหมือนกัน ฉนั้นจึงทำสูตรไม่ได้ แต่ใช้วิธีทดสอบง่ายๆโดยทำอิฐดูก่อน ทิ้งไว้สักวันถ้าอิฐมีรอยร้าวแสดงว่าเส้นใยไม่พอ ถ้าไม่ร้าวเลยก็ใช้ได้ และทดสอบความแข็งแรงโดยใช้อิฐที่แห้งแล้วมาทดสอบ ยกอิฐขึ้นสุดแขนเอามุมของก้อนอิฐทุ่มลงที่พื้นแข็งอย่างแรง ถ้าอิฐแตก หักเป็นก้อนมากกว่า 4 ก้อนถือว่าใช้ไม่ได้ ดินที่ใช้มีดินเหนียวไม่พอ

8 การทำอิฐ ขุดพรวนดืนให้ร่วนซุย ทำขอบกั้นรอบๆให้ขังน้ำได้ เติมน้ำให้ท่วมดิน แล้วปล่อยให้ดินซับน้าซักพัก เมื่อดินอิ่มน้ำแล้วลงเหยียบได้ ทดสอบว่าดินอิ่มน้ำหรือยังโดยเหยียบลงไปในบ่อดิน ถ้าท้าวเหยียบ ผ่านดินลงไปถึงก้นบ่อไ ด้แสดงว่าดินอิ่มน้ำแล้ว ย่ำต่อไปได้ แต่ถ้าเหยียบดูแล้ว ท้าวไม่จม ผ่านดินลงไปถึงก้นบ่อ ให้รอก่อนเ พราะถ้าเหยียบย่ำต่อไปจะทำให้ดินแน่นแข็ง ต้องขุดใหม่ ถ้าจำเป็นต้องรีบทำ ให้ใช้จอบขุ ดช่วย ผสมให้ดินชับน้ำเร็วขึ้น หรือทำที่ละหลายๆบ่อแล้วทำเวียนไปเรื่อยๆ ดินบางที่มีดินเหนียวมากอาจจะต้องแช่ข้าม คืน ก็ควรจะทำหลายบ่อจะเร็วขึ้น ให้เหยืยบย่ำดิน จนเละ เป็นโคลน แต่ไม่ควรเกิน 5 นาที ดินอาจจะยังเป็นก้อนอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร ให้เติมเส้นใยลงไปเลย ในระหว่างที่ย่ำ ผสมเส้นใยก้อน ดินเหล่านั้นจะแตกละลายเอง เ ติมเส้นใยไปเรื่อยๆจน ดิน ข้น ตามต้อง การ แล้วตักใส่พิมพ์ ความข้นที่พอดีทดสอบโดย เหยียบเท้าลงไปในดินจนถึงก้นบ่อแล้วถอนท้าวขึ้นมา จะเห็นรอยท้าวเป็นรูค่อยๆปิดเข้าหากันแต่ไม่สนิท ถือว่าข้น พอดี หรือ วิธีที่แน่นอนที่สุดคือ ตักดินไปเทใส่พิมพ์ลองดู ปาดหน้าพิมพ์ให้เรียบแล้วถอดพิมพ์ออก ถ้าอิฐอยู่ทรง คงรูปได้ไม่ใหลไม่แบะ ถือว่าใช้ได้ ถ้าอิฐไม่อยู่ทรงให้เติมเส้นใย หรือเพิ่มดิน เข้าไปอีก ถ้า ถอด พิมพ์ยาก หรือติดพิมพ์ให้เ ติมน้ำ แล้ว ผสมใหม่ ก่อนใช้พิมพ์ครั้งแรกควรเช็ดพิมพ์ให้เปียก ก่อน แต่ไม่ควรเช็ดพิมพ์ทุกครั้งเพราะจะเสียเวลามาก เ ติมน้ำที่บ่อเร็วกว่า

ถ้าต้องทำอิฐมากไช้รถไถนาแบบ เดินตาม ใส่ล้อเหล็ก ไถพรวนดิน สูบน้ำใส่ แล้วใช้ล้อเหล็กเหยียบนวด จะเร็วมาก แล้วใช้แบบพืทพ์ขนาด 10 ก้อนหรือ มากกว่านั้นแต่ทำเป็น 2 แถวติดกัน ตักดินใส่รถเข็นปูนมาเทลงพิมพ์ ใช้ไม้ปาดหน้าพิมพ์ให้เรืยบทีเดียวแล้วยกพิมพ์ออก วิธีนี้จะเร็วมาก

หลังจากถอดพิมพ์ออก ปล่อยตากแดดประมาณ 2 วันหรือรอจนอิฐ สามารถเคลื่อนย้ายได้โดยไม่เสียทรง ให้พลิก ตั้งด้านข้างขึ้น แล้วใช้มีดพร้า เก่าๆ ถากตกแต่งอิฐให้รูปทรงเสมอกันตามต้องการ ถ้าปล่อยให้อิฐแห้งมากกว่านี้อาจทำให้อิฐติดกับพื้นแน่น พลิก กลับยาก แ ละต้องถากตกแต่งมากด้วย การพลิกอิฐตั้งด้านข้าง จะทำให้อิฐแห้งเร็วขึ้นเท่าตัว

ถ้า 2 คนทำอิฐ 2 ชั่วโมงได้อิฐน้อยกว่า 50 ก้อน ถือว่ามีอะไรผิดพลาดในเท คนิ คการทำ ไม่ควรทนทำต่อไป แต่ให้หยุดคิดหาข้อบกพร่อง หรือทดลองหาความง่ายให้ได้ เพราะถ้าทำต่อไป แบบเดิมจะเสียเวลามาก และเสียกำลังใจดัวย ความถูกต้องคือง่ายและเร็ว ถ้ายากและช้าถือว่าผิด

สาเหตุที่ทำให้การทำอิฐว้าคือ

  1. ๐ใส่น้ำน้อยเกินไปทำให้เหยียบนวดยากมาก

๐ไม่รู่ว่าขนาดใหนคือพอดี ก็จะเหยียบนวดเพลินไปเรื่อยๆ

๐ ผสมดินแห้งเกินไปทำให้ต้องเสียเวลากดลงในพิมพ์ หรือดินแห้งไปนิดหนึ่งจะทำให้ติดพิมพ์แล้วต้องใช้น้ำเช็ดพิมพ์ทุกครั้ง

๐ ลูบตกแต่งหน้าอิฐนานเกินไปเพื่อให้หน้าอิฐเรียบสวย ความจริงแล้วมันเป็นความสวยที่ไม่จำเป็น เพราะเวลาก่อเป็นบ้านมันจะถูก ฉาบทับปิดหมดเลย

9 การก่ออิฐ ก่อนที่จะก่อ ควรจะตั้งวงกบประตูบนคานให้เสร็จก่อน แล้วก่ออิฐชนวงกบไปได้เลย วงกบไม่จำเป็นต้องตอกตะปูรอบๆเหมือนกับการทำบ้านคอนกรีต ไม่ต้องกลัวว่าเวลาปิด เปิดประตูแรงๆแล้ววงกบจะหลุดออกมาด้วย เพราะน้ำหนักที่กดทับลงมาและแรงดูดของดินทำให้มันแน่นมาก แม้แต่เวลาจะขุดออกเพื่อเปลี่ยนวงกบใหม่ยังยากมาก แต่สำหรับคนที่ไม่มั่นใจอาจจะตีไม้หน้าสามยาวสักคืบ กว่าๆติดตรงกลางวงกบทั้งสองข้างแล้วก่ออิฐทับไปเลยก็ได้

การก่อก็เหมือนกับการก่ออิฐมอญหรืออิฐ คอนกรีตทั่วๆไปคือแต่ละแถวต้องไม่ให้ตรงที่ต่ออิฐตรงกัน อิฐแต่ละแถวจะต้องสลับกัน ส่วนดินที่ใช้ก่อแทนปูนก็ไช้ดินอันเดียวกันกับดินที่ใช้ทำออิฐ เพียงแต่ทำให้เหลวขึ้นกว่าตอนทำอิฐนิดหนึ่ง ดินก่อ หรือดินเชื่อมนี้จะผสมโดยไม่ต้องใช้แกลบหรือเส้นใยก็ได้

ดินก่อไม่ควรจะใส่หนา ขนาดที่พอดีคือประมาณหนึ่งส่วนสามของหลังอิฐ ถ้าเราแบ่งหล้งอิฐออกเป็นสามส่วน แล้วใส่ดินก่อตรงส่วนกลางโดยทำให้เป็นคู เหมือนคันนา ไม่ควรละเลงดินก่อให้เรียบบนหลังอิฐ เพราะเวลาวางอิฐลง น้ำหนักอิฐจะกดบีบให้ดินก่อไหลไป เติมรอยเว้าแหว่งทั้งสองข้างของก้อนอิฐ เอง โดยวิธีนี้จะทำให้ไม่มีช่องว่างตรงกลางอิฐหรือกลางกำแพง แต่อาจจะมีช่องว่างตามด้านข้างของอิฐ ชึ่งก็ดี ทำให้ กำแพงแห้งเร็ว และเวลาฉาบ ดินฉาบจะมีที่เกาะดีขึ้น ถ้าละเลงดินก่อให้เรียบ เวลาวางอิฐลงจะเกิดช่องว่าง มาก เพราะปกติอิฐจะไม่ค่อยเรียบมีเว้ามีแหว่งเสมอ ถ้าใช้ดินก่อหนา ก็จะทำให้แห้งช้า เวลาก่อสูงๆจะทำให้กำแพงเอียงได้ง่าย

เมื่อก่อถึงระดับที่จะใส่หน้าต่างก็ยกวงกบขึ้นตั้งได้เลย จับระดับน้ำให้ดีแล้วก่อชนวงกบได้เลยและไม่มีความจำเป็นต้องตอกตะปูรอบวงกบ ทำให้ก่อง่ายด้วย ถ้าบานหน้าต่างกว้างมากควรใช้ไม้หรือเหล็กแข็งๆพาดเหนือวงกบ ห่างกับวงกบ ประมาณ 2 นิ้ว เป็นทับหลังป้องกัน วงกบแอ่น แต่ถ้าช่องบานหน้าต่างกว้างไม่เกิน หนึ่งเมตร ก็ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมีทับหลังก็ได้ ถ้ายังไม่มีวงกบจะเว้นช่องไว้ก่อนก็ได้ ส่วนเหนือวงกบ ถ้าไม่อยากใช้ทับหลัง ก็สามารถก่อโดยค่อยๆยื่นอิฐออกมาข้างละ 3-4 นิ้ว จนชนกัน ครงกลาง ช่องสามเหลี่ยมที่เกิดขึ้นเหนือวงกบค่อยมาเติมทีหลัง

ในระหว่างกำลังก่อกำแพงอาจจะเว้นช่องแสงไว้แล้วค่อยมาประดับตกแต่งภายหลัง ด้วยขวดหรือกระจกสีต่างๆ ก็ได้

การก่ออิฐดิน จะขึงเชือกก่อไปตามเชือก และใช้ระดับน้ำวัดความตรงของกำแพงบ่อยๆเพื่อให้ได้กำแพงตรงเหมือนการก่อคอนกรีต ก็ได้ แต่จะใช้เวลา มาก หน่อย หรือจะก่อโดยไม่ต้องจับ ระดับน้ำไม่สนใจความเสมอเหนือกำแพง ปล่อยให้มันโค้งเป็นคลื่นก็ได้ แล้วไปจับระดับน้ำชั้นสุดท้ายของการก่อก็ได้ ส่วนใหนสูงเกินก็ตัดออกหรือแกะออก ส่วนใหนต่ำก็ใช้ฟางชุบดินพอกขึ้นไปให้ถึงระดับที่ต้องการได้ หรือจะทำโครงหลังคาใส่ก่อนแล้วจับระดับน้ำทีโครงหลังคาให้เสมอกันทั้งหมด โดยใช้ ไม้หรืออะไรแข็งๆรองรักษาระดับใว้ก่อน เสร็จแล้วเอาดิน เสริมส่วนที่ต่ำ มีทางให้เลือก หลายทาง

10 การทำหลังคา เมื่อทำผนัง ได้สูงตามต้องการแล้วให้ทำโครงหลังคาทับบน หลัง ของผนังบ้านได้เลย เ พื่อ ให้เข้าใจง่ายๆ ให้คิดถึงเวลาเขาทำแบบ จำลองบ้าน เขาจะทำโครงหลังคา แยกต่างหาก แล้ว เอามา ทับบนตัวบ้าน เวลา จะโชว์บ้านทั้งหลัง ถ้าอยากจะดู ภาย ในบ้านก็ยกหลังคาออก บ้านดินก็คล้ายๆกัน คือทำโครงหลังคาบนหลังกำแพง เลย เมื่อ ก่อกำแพงเสร็จใช้ไม้วางรอบหลังกำแพง แล้วตีไม้ให้ติดกัน ทั้งหมด จากนั้นตีดั้งต่อขึ้นจากไม้ที่วางรอบกำแพง เ อา คาน หรือ อกไก่ขึ้นตีติดกับดั้ง จากนั้นใส่จันทันทุกอย่างก็จะทำเหมือนบ้านปกติ เพียงแต่ก่อนที่จะมุงหลังคาให้เอาดินพอกไม้โครงหลังคาส่วนที่ติดกับกำแพง เป็นการยึดโครงหลังคาติดกับตัวบ้านโดยไม่ต้องตอกตะปู จากนั้นมุงหลังคาให้เสร็จได้เลย แต่ถ้าใครไม่มั่นใจว่าดินจะยืดโครงหลังคาอยู่ได้ก็มีทางออกโดยเจาะรูที่กำแพงใต้โครงหลังคาลงมาสักหนึ่งเมตรแล้วใช้ลวดสอดมัดโครงหลังคาติดกับกำแพง จากนั้นฉาบทับเส้นลวดให้มิดก็ได้

หสังคาบ้านดินจะเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่หญ้า สังกะสี กระเบื้อง หรือแม้แต่หลังคาดินก็สามารถทำได้ เพราะบ้านดินรับน้ำหนักได้มากกว่าบ้านธรรมดาหลายเท่า แต่ถ้าเป็นหลังคาดินต้องฉาบทับด้วยวัสดุที่กันน้ำได้เช่น ขี้ ผึ้ง หรือพาราฟิน หรือ น้ำมันลินสีด หรือ น้ำมันยางผสมชันยาเรือ หรือคอนกรีต หรือ อะไรที่กันน้ำได้ก็ได้

11 การเดินสายไฟ และระบบน้ำ ควรจะทำก่อนการฉาบ ท่อสายไฟ หรือท่อน้ำจะขุดฝังไว้ในกำแพงเลยก็ได้ หรือถ้าไม่อยากใช้ท่อกับสายไฟ ก็ใช้ดินฉาบทับสายไฟติดกับผนังไปเลยก็ได้

12 การฉาบ ควรฉาบหลังจากทำหลังคาเสร็จเพราะบางครั้งถ้ามีฝน ตกลงมา เราจะไม่ต้องมาฉาบใหม่ เพราะดินฉาบจะไม่ทนต่อการเซาะของฝนเหมือนก้อนอิฐ ดินที่ใช้ฉาบก็เหมือนกันกับดินที่ใช้ก่อ คือมีดินผสมแกลบ และน้ำเหมือนกัน แต่จะทำเหลวทำข้นแล้วแต่ใครถนัด ส่วนวิธีการฉาบจะใช้มือหรือใช้เกรียงฉาบก็ได้ ถ้าต้องการเนื้อที่เรียบเสมอกันเหมือนคอนกรีต ควรใช้เกรียงฉาบ แต่ถ้าต้องการผิวผนังเว้านูนไปตามผิวกำแพงก็ควรใช้มือฉาบ วิธีฉาบก็เหมือนกับการฉาบปูนคือให้ลูบขึ้นเสมอเพื่อดินฉาบจะไม่ร่วงลงพื้นเสียหมด ไม่ว่าจะฉาบแบบเว้านูนหรือแบบเรียบตรงเหมือนคอนกรีตก็ควรฉาบให้ผิวเนียนที่สุดที่จะทำได้เพราะจะง่ายในการทาสีและจะประหยัดสีด้วย

13 การทำสี เมื่อผนังแห้งสนิทจริงจึงจะทาสีได้ ถ้าทาสีขณะที่ผนังไม่แห้งบางครั้งอาจเกิดราขึ้นได้ สีของบ้านดินนอกจากจะทำให้สวยงามตามต้องการแล้วยังมีหน้าที่ทำให้ผนังแข็งขึ้นและไม่มีฝุ่นร่อนออกมาด้วย สีที่ใช้กับบ้านดินมีหลายชนิดแต่ที่นิยมใช้กันมากก็คือสีที่ได้จากดิน ดินมีสีให้เราเลือกได้มากมาย เช่นสีแดง ชมพู เหลือง ม่วง เทา ส้ม ขาวเป็นต้น แล้วเรายังเอาสีเหล่านี้มาผสมกันอีกเพื่อให้ได้สีอื่นๆเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย ดินแต่ละที่จะมีสีที่ต่างกัน ถ้าขุดลึกลงไปต่างระดับกันก็จะได้สีดินที่ต่างกันด้วย

การทำสีดิน เมื่อได้สีที่ชอบมา เอามาแช่น้ำให้ละลายแล้วร่อนด้วยมุ้งเขียวหรือตะแกรงภี่ๆเพื่อให้ได้เนื้อที่ละเอียดที่สุด เสร็จแล้วตั้งไว้ประมาณสองวันหรือจนตกตะกอน รินน้ำใสๆออกทิ้งแล้วเก็บเดินที่เป็นเลนไว้ใช้ จากนั้นไปหาทรายละเอียดมากๆ ชึ่งจะหาได้ตามข้างถนนที่น้ำชัดมากองรวมกันหรือบางแห่งจะมีแหล่งทรายแบบนี้เยอะ เอามาร่อนผ่านตะแกรงเหมือนกัน จากนั้นก็หา ตัวที่จะทำเป็นกาว จะเป็นแป้งมัน หรือแป้งข้าวเหนียวหรือแป้งข้าวสาลีก็ได้ วิธีทำแป้ง คือต้มน้ำ 13 ลิตรให้เดือด แล้วผสมแป้งครึ่งกิโลกับน้ำเย็นหนึ่งลิตรให้ละลายดีแล้วเทลงในน้ำที่เดือดอยู่ คนเร็วๆ จนใสก็ใช้ได้

สูตรผสมสี

  1. ดินสีที่ร่อนแล้ว 1 ส่วน

  2. ทรายละเอียดที่ร่อนแล้ว 3 ส่วนขึ้นไป

  3. แป้งมันหรือแป้งอื่นๆที่ต้มแล้วใส่ให้เหลวตามต้องการ ส่วนนี้ ถ้าหาหากาวลาเท็กราคาถูกได้ก็ใช้ได้ดีมาก

นำส่วน ผสมทั้ง 3 อย่างมาผสมกัน ทำให้เหลวข้นเหมิอนสีทาบ้านทั่วๆไปโดยใช้แป้งเปียกหรือกาวปรับความเหลวความข้นตามต้องการ แล้วใช้ทาได้เลย การทาสีจะใช้แปรงเหมือนทาสีทั่วๆไปก็ได้ แต่ส่วนมากจะใช้อุ้งมือตักสีแล้วค่อยๆลูบขึ้น ตาม ผนัง

สีสูตรนี้ใช้ได้ดีสำหรับภายใน หรือ ส่วนที่ไม่ถูกฝน เท่านั้น ซึ่งถ้าไม่โดน ความชื้นเลยก็จะอยู่ได้นานมากกว่า 10 ปี แต่ถ้าถูกฝนหรือโดนน้ำนานๆ ก็จะพองและกะเทาะออกง่าย สีสูตรนี้ใช้ได้กับไม้และผนังคอนกรีตด้วย

ส่วนที่มีโอกาสโดนน้ำมีทางเลือกดังนี้

1 ปูนขาว ใช้ปูนขาวแช่น้ำประมาณหนึ่ง สัปดาขึ้นไป แล้วกรองเอาส่วนที่ละเอียดที่สุด ตั้งไว้ปล่อยให้ตกตะกอนคืนหนึ่ง เทน้ำใสๆออก ก็จะได้ปูนขาวที่เป็นโคลนมีเนื้อละเอียดมาก นำส่วนนี้ หนึ่งส่วน ผสมกับทรายละเอียดที่ได้จากข้างถนนที่มีเนื้อละเอีอดมากๆและร่อนดีแล้ว สอง ส่วนขึ้นไป เติมน้ำปรับความข้นได้ แต่เติมแป้งเปียกไม่ได้เพราะส่วนมากจะเกิดการแยกตัว เหมือนนมผสมน้ำส้มหรือเหมือนเวลาทำเต้าฮู้

2 ขี้ ผึ้งหรือพาราฟิน ต้มขี้ผึ้งหรือพาราฟินหนึ่งส่วนให้ละลาย เติมน้ำมันพืช หรือน้ำมันสัตว์อย่างน้อยสี่ส่วน ขึ้นไปต้มต่อไปจนเดือดแล้ว ใช้แปรงทาสีทาผนังในขณะที่ร้อน หลังจากทาด้วยขี้ผึ้งหรือพาราฟิน ผนังจะเป็นมันเงา และสีจะคล้ำกว่าเดิม แต่จะปกป้องผนังจากความชื้นได้ดี

3 น้ำมันลินสีด ถ้าใช้น้ำมันลินสีดแท้ทาผนังจะทำให้ ผนังแข็งและกันน้ำไ ด้ดีมาก เ คยมีคนทำอ่างอาบน้ำด้วยดิน แล้วทาด้วยน้ำมันลินสีด 6 ครั้ง จากนั้น ก็เปิดน้ำใส่เข้าไปนอนแช่ได้สบาย ถ้าใช้กับผนังภายนอกหรือส่วนที่ถูกน้ำบ่อยๆจะดีมาก ปัญหาคือบ้านเราน้ำมันลินสีด แท้ แพงมากเกินไปและหาชื้อยากด้วย แต่น้ำมันลินสีดผสมก็พอหาซื้อได้ตามร้านขายสีทั่วไป ราคาก็ยังแพงอยู่คุณภาพก็พอใช้ได้ ไม่ถือว่าดีมาก เขาผสมน้ำมันชักแห้งมากเกินไป ถ้าใช้ทา ผนังทาเพียงครั้งเดียวก็พอ

4 น้ำยางพารา มีการทดลองใช้ยางพำรา ผสม กับแอมโมเนียมคลอไรด์ แล้วนำมาผสมกับดินฉาบทาผนัง ทำพื้น ดิน ทำหลังคาดิน ในเบื้องต้นใช้ได้ดีมาก แต่ในระยะยาวยังไม่รู้ ต้องรอดูกันต่อไป เพราะกำลังอยู่ในขั้นทดลองใช้ ราคาก็แพงบ้าง แต่อีกไม่นานราคาจะถูกลงเพราะคนปลูกยาง กันเยอะมาก

5 ปูนซีเมนต์ ใช้ปูนวีเมนต์ 20% ผสมกับดินฉาบผนังจะทำให้แข็งกันการกัดเซาะได้ดี ถ้าใช้ซีเมนต์ฉาบเหมือนฉาบปูนก็ทำได้ แต่จะเกิดรอยร้าวได้ง่ายกว่าใช้ซีเมนต์ ผสมดิน เพราะการขยายตัวของ ดินกับซีเมนต์ต่างกันจะทำให้เกิดการแยกตัวหรือเกิดรอยร้าวได้ง่าย

6 สีน้ำมันหรือวัสดุกันน้ำต่างๆ ก็สามารถใช้ได้ ถ้าไม่รังเกียจสิ่งที่เป็นเคมี ใช้ทาตามคำแนะนำของผลิตภัณเหล่านั้นได้เลย

ความกังวลเรื่องกายหายใจของผนังหรือความกลัวว่าความชื้นในผนังจะผ่านออกมาไม่ได้นั้น ความเป็นมา เกิดขึ้นที่ รัฐนิวเม็กซิโก ประเทศ อเมริกา เมื่อหลายปีมาแล้ว รัฐนี้ได้ออกกฎหมายให้อาคารบ้านเดินทั้งหลาย ใช้ซีเมนต์ฉาบผนัง ไม่กี่ปีต่อมาปรากฏว่า ผนังต่างๆเริ่มผุพังอย่างรวดเร็ว รวมทั้งผนังโบสถ์และบ้านเรือนที่มีอายุหลายร้อยปี จากนั้นผู้คนก็เริ่มฝ่าฝืนกฎหมายโดยลอกผนังคอนกรีตออก แล้วฉาบด้วยดินเหมือนเดิม ทำให้ปัญหาผนังผุหายไป ไม่นานกฎหมายนี้ก็ถูกยกเลิกไป จากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนให้เรารู้ว่า ความชื้นที่อยู่ในกำแพงไม่สามารถ ผ่านะลุคอนกรีตออกมาได้ จึงทำให้ผนังเริ่มผุพังเร็วขึ้น ถ้าพิจารณาบ้านดินที่ นิวเม็กซิโกจะเห็นว่า บ้าน เขาไม่มีหลังคาเลยและ เขาไม่มีคานเหนือดิน ดังนั้น จึงง่ายที่ความชื้นจากพื้นดินจะชึ้นไปหาอิฐได้ และ ความชื้นจากฝนก็สามารถซึมผ่านคอนกรีต เข้าไปได้ แต่เนื่องจากเนื้อของคอนกรีตกับเนื้อของดินมีความหนาแนนที่ต่างกัน ความสามารถในการดูดชับและระบายน้ำจึงต่างกันด้วย จึงเป็นเหตุไห้น้ำระเหยออกมาได้ยากฉะนั้นถ้าอยากใช้ซีเมนต์ฉาบผนังดินก็สามารถทำได้ถ้าผนังนั้นอยู่บนคานคอนกรีต ซึ่งคานนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ความชื้นซึมขึ้นมาหาผนังดินได้ ก่อนฉาบซีเมนต์ก็ต้องรอให้ผนังแห้งจริงๆเสียก่อน และควรฉาบด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้ความชื้นระเหยออกอีกด้านได้เร็วขึ้น ปกติจะฉาบด้านที่ถูกน้ำบ่อยๆ เช่นด้านในของห้องน้ำ หรือ ด้านนอกส่วนล่าง ที่จะถูกฝนบ่อยๆ เท่านั้น ส่วนอีกด้านก็ให้ฉาบทาด้วยสูตรที่ผสมแป้งมันหรือสูตรที่ความชื้นระเหยผ่านได้ง่าย ซึ่งจะช่วยให้ การระเหยผ่านของความชื้นง่ายและเร็วขึ้น

14 การทำพื้น ปัจจุบันเรายังไม่มีวิธีทำพื้นโดยใช้วัสดุธรรมชาติที่ราคาถูกได้ การทำพื้นด้วยดินก็พอใช้ได้ แต่ก็มีปัญหา เรื่องฝุ่นเรื่องการดูแลรักษา เพราะ พื้นดินจะถูกขูดขีดง่าย และมดแมลงที่เข้ามาตอมไฟมักจะขุดรู ตามขอบผนังบ่อยๆ รวมทั้งปลวกก็จะเยอะ บางที่วางหนังสือหรือปูเสื่อไว้บนพื้นข้ามคืนไม่ได้เลย ตอนเช้าจะเห็นปลวกขูดรูขึ้นมากินเต็มไปหมด แต่ปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นบางที่ ไม่ใช่ทุกที่ คนที่ไม่ถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหา การทำพื้นดินอยู่อาศัยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ราคาถูกมาก การอยู่กับพื้นที่ทำด้วยดิน จะทำให้รู้สึก สบายมาก พื้นจะไม่เคยร้อน ไม่เคยเย็นเกินไป เหมือนพื้น ปูน พื้นกระเบื้องหรือพื้นไม้ จะรู้สึกพอดีอยู่ตลอดเวลา ถ้าเด็กๆล้มบนพื้นดินหัวจะไม่แตกง่ายๆหรือไม่บวมมาก เหมือนล้มบนพื้นอื่นๆ

เนื่องจากคนปัจจุบันส่วนมากจะไม่ค่อยยอมรับเงื่อนไขของพื้นดินเพราะเห็นว่าจุกจิกเกินไป ทางเลือกก็คือใช้พื้นธรรมดาแทน ซึ่งจะเป็นพื้นคอนกรีต หรือ กระเบื้องหรือไม้ ก็แล้วแต่ใครจะชอบแบบใหนและมีทุนเท่าไร

เมื่อทำพื้นข้างในเสร็จ ควรจะเทพื้นฟุตบาธรอบนอกด้วยจะช่วยป้องกันปลวก ก่อสายขึ้นไปหากำแพงด้วย



 - Copyright - Pun Pun Thailand Group - 2008 -